บทความและข่าวสาร
หน้าหลัก > ข่าวและประกาศ > รื้อถอนและสร้างใหม่ : การบริหารผลการปฏิบัติงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Performance Management)
รื้อถอนและสร้างใหม่ : การบริหารผลการปฏิบัติงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Performance Management)
รื้อถอนและสร้างใหม่ : การบริหารผลการปฏิบัติงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Performance Management)
03 Sep, 2025 / By bluepenlawoffice
Images/Blog/1aQQwLtX-703536499_122306799584207294_4752479274053072705_n.jpg

รื้อถอนและสร้างใหม่ : การบริหารผลการปฏิบัติงานเชิงกลยุทธ์

ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวนและปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมปลายปีเพื่อกรอกแบบฟอร์ม ประเมินเกรด หรือพิจารณาขึ้นเงินเดือนแบบที่หลายองค์กรคุ้นชิน แต่แท้จริงแล้ว มันคือกระบวนการเชิงระบบที่มีความยืดหยุ่นและเป็นพลวัต (Dynamic) เพื่อตรวจสอบขีดความสามารถและนำพาองค์กรไปสู่อนาคต

หากเราจะทำความเข้าใจหลักการบริหารผลการปฏิบัติงานให้ลึกซึ้ง เราต้องมองภาพตั้งแต่ระดับมหภาค (Macro) ลงมาถึงระดับปัจเจกบุคคล (Individual) โดยแบ่งมิติสำคัญออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้

1. จุดเริ่มต้นและเข็มทิศ : การเชื่อมโยงจากบนลงล่าง (Top-Down Alignment)

การประเมินผลการปฏิบัติงานที่ไร้ทิศทาง ไม่ต่างอะไรกับการวัดความเร็วของรถยนต์ที่วิ่งผิดเส้นทาง เกณฑ์การวัดและบริหารผลงานที่ดีจะต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ วิสัยทัศน์ (Vision) และ พันธกิจ (Mission) ขององค์กรอย่างชัดเจน จากนั้นจึงทำการตรวจสอบและลดหลั่นเป้าหมายลงมาตามลำดับ (Cascading Process) ดังนี้ :

ระดับโครงสร้าง (Departmentalization) : ตรวจสอบว่าฝ่ายงานต่างๆ ถูกจัดวางอย่างถูกต้อง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรได้จริงหรือไม่

ระดับตำแหน่งงาน (Job Architecture) : ตรวจสอบว่าแต่ละตำแหน่งงานภายในฝ่าย มีหน้าที่ความรับผิดชอบ (Task & Responsibility) ที่สนับสนุนเป้าหมายของฝ่ายงานนั้นๆ อย่างแท้จริง

ระดับบุคคล (Individual Performance) : ตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของพนักงานในตำแหน่งนั้นๆ ว่าสามารถตอบสนองและทำได้ตามมาตรฐาน (Standard) ที่กำหนดไว้ในเบื้องต้นหรือไม่

2. หลักความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์: เมื่อวิสัยทัศน์เปลี่ยน เกณฑ์ต้องเปลี่ยน (Dynamic & Agility)

สิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่มักตกม้าตาย คือการใช้แผนงานและเกณฑ์การวัดผลเดิมซ้ำๆ เป็นระยะเวลานาน โดยไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป ในหลักวิชาการ HRD ยุคใหม่ เราไม่สามารถนำแผนงานเดิมมาตรวจสอบหรือวัดประสิทธิภาพของแผนงานใหม่ได้

หากองค์กรมีการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ พันธกิจ หรือต้องปรับตัวตามปัจจัยภายนอก (External Factors) รูปแบบและเกณฑ์การบริหารผลการปฏิบัติงานของพนักงานจะต้องถูก "เซ็ตซีโร่" และตั้งรูปแบบใหม่ให้สอดรับกับกลยุทธ์ใหม่เสมอ ระบบการบริหารผลงานจึงต้องมีความคล่องตัว (Agility) เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนให้พนักงานปรับพฤติกรรมและเป้าหมายตามทิศทางใหม่ขององค์กรได้อย่างทันท่วงที

3. เจาะลึกความต่าง : ผลงาน (Performance) กับ ขีดความสามารถเชิงลึก (Competency)

หมัดฮุกสำคัญของการบริหารผลการปฏิบัติงานในมุมมองนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือการแยกแยะระหว่าง "ผลลัพธ์ที่ได้" กับ "วิธีการที่ทำ"

ในทางปฏิบัติ เราอาจพบพนักงานสองคนที่ส่งมอบผลงาน (Performance) ออกมาในระดับที่เท่ากันหรือผ่านเกณฑ์มาตรฐานเหมือนกัน แต่เมื่อเจาะลึกด้วยหลัก Competency (สมรรถนะ) จะพบความแตกต่างในเงื่อนไข รายละเอียด และวิธีการดำเนินการอย่างชัดเจน

พนักงานที่ทำผลงานได้ตามเป้า แต่อาศัยเพียงสถานการณ์หรือโชคช่วย อาจไม่มีสมรรถนะรองรับอนาคต

พนักงานที่มี Competency สูง จะมีพฤติกรรมและขีดความสามารถที่จับต้องได้ ซึ่งความสามารถนี้เองที่จะเป็นตัวการันตีความสำเร็จ (Predictor) และพร้อมจะเติบโตไปรองรับแผนกลยุทธ์ใหม่ๆ ขององค์กรในอนาคต

ดังนั้น หน้าที่ของการบริหารผลงานไม่ใช่แค่การบันทึกว่า "ใครทำได้เท่าไหร่" แต่คือการค้นหาว่า "ใครมี Competency แบบไหน" เพื่อเริ่มต้นพัฒนาและปิดช่องว่าง (Gap) ของสมรรถนะเหล่านั้นให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แม้ว่าในวันนี้ Performance ของทุกคนจะดูเท่ากันก็ตาม

การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) ที่แท้จริง จึงไม่ใช่กระบวนการจับผิดเพื่อตัดเกรด แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงเป้าหมายของ "คน" ให้เข้ากับ "องค์กร" เป็นกระจกเงาที่สะท้อนขีดความสามารถในปัจจุบัน และเป็นสะพานเชื่อมโยงขีดความสามารถของบุคลากรไปสู่การรองรับอนาคตและสภาพแวดล้อมธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง.

Like
© 2006-2026
Vevo Systems Co., Ltd.